คลังความรู้ - chulaorgantransplant.org
คลังความรู้สำหรับบุคคลทั่วไป

แนวทางการดูแลผู้ป่วยและขั้นตอนการรอรับตับบริจาคในเด็ก


การปลูกถ่ายตับในเด็กสามารถทำได้หากผู้รับและผู้ให้มีความพร้อม โดยตับที่จะนำมาให้ผู้ป่วยเด็กมาจาก 2 แหล่งคือ 

1) ผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต 

  • กรณีนี้มักเป็นญาติสายตรง เช่น บิดามารดา พี่น้อง 
  • ข้อดีของผู้บริจาคชนิดนี้ คือ มีอัตราความสำเร็จการผ่าตัดสูง และสามารถกำหนดช่วงเวลาผ่าตัดได้แน่นอน โดยแพทย์จะประเมินเตรียมความพร้อมทั้งผู้รับและผู้ให้โดยละเอียดก่อนกำหนดวันผ่าตัด 
  • การผ่าตัดจะแบ่งตับกลีบซ้ายของผู้ให้มาเพียงเสี้ยวหนึ่ง ซึ่งตับผู้ให้จะสามารถเจริญใหม่จนมีขนาดใกล้เคียงเดิมที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ทั้งยังมีการทำงานของตับเป็นปกติ
  • หลังการผ่าตัดผู้ป่วยเด็กที่ได้รับตับจะมีกุมารแพทย์ทางเดินอาหารและตับดูแลปรับยากดภูมิและติดตามการทำงานของตับต่อเนื่อง 
  • ผู้ให้ตับจะพักฟื้นในโรงพยาบาลจนกระทั่งแผลดีขึ้นใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน และสามารถกลับไปทำงานเบาๆได้ภายใน 2-3 สัปดาห์หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน 

2) ผู้บริจาคสมองตาย 

  • กรณีที่ผู้ป่วยเด็กรายใดที่มีกลุ่มเลือดไม่ตรงกับญาติที่ต้องการจะให้ตับ หรือผู้ประสงค์จะให้มีสภาพร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม แพทย์จะพิจารณาเลือกรับตับจากผู้บริจาคสมองตาย
  • ผู้ป่วยจะต้องลงชื่อเพื่อรอรับตับซึ่งจะมีการประเมินความรุนแรงของโรคโดยแพทย์ และลำดับคิวตามความรุนแรง
  • ข้อเสีย คือ กำหนดวันนัดหมายผ่าตัดที่แน่นอนไม่ได้ หรือผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตก่อนวันผ่าตัด หากไม่มีตับที่เหมาะสมเข้าได้กับผู้ป่วยในช่วงที่รอ 

ขั้นตอนการรอรับอวัยวะบริจาคจากผู้ป่วยสมองตาย

หน่วยงานสภากาชาดไทย จะมีศูนย์รับบริจาคอวัยวะ เป็นศูนย์กลางติดต่อรับบริจาคอวัยวะจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อจัดสรรให้โรงพยาบาลหลักที่มีศักยภาพในการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นับเป็นกำลังสำคัญและหนึ่งในศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะดังกล่าว

ขั้นตอน

  1. เมื่อมีผู้บริจาคสมองตาย รพ.นั้นจะแจ้งศูนย์ประสานงาน โดยแจ้งอาการและผลเลือดโดยละเอียด การตรวจเลือดผู้บริจาคจะคัดกรองโรคติดต่อที่สำคัญ คือ เชื้อไวรัสบี ไวรัสซี ไวรัสเอชไอวีหรือโรคเอดส์ ไวรัสซีเอ็มวี และเชื้อซิฟิลิส รวมทั้งตรวจค่าการทำงานของตับ ไต เกลือแร่ต่าง ๆ ให้เป็นที่แน่ใจได้ระดับหนึ่งว่า อวัยวะที่นำมานั้นมีความสมบูรณ์ ไม่มีการติดเชื้อก่อนนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้รอรับบริจาค 
  2. หากผ่านการประเมินว่าเหมาะสมที่จะให้อวัยวะก็จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกตามลำดับ
  3. หากโรงพยาบาลจุฬาได้รับการจัดสรรอวัยวะ จะดำเนินการรับและปลูกถ่ายอวัยวะ ดังนี้ 
  • ทีมศัลยแพทย์เดินทางไปผ่าตัดรับอวัยวะ 
  • พยาบาลประสานงานติดต่อเตรียมตัวผู้รับอวัยวะให้เดินทางมาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (ผู้ป่วยควรเตรียมความพร้อม และแจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ไว้เสมอ)
  • กุมารแพทย์เตรียมความพร้อมผู้ป่วยเด็กที่มารอรับอวัยวะ 
  • ดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะ

ระยะเวลาในการรอรับตับ

  • ระยะเวลาในการรอตับนั้นขึ้นอยู่กับหมู่เลือด และจำนวนผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะในแต่ละโรงพยาบาล
  • โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 8 – 16 เดือน  

ปัจจัยที่มีผลต่อการปลูกถ่ายตับ

1) อายุ อายุน้อยมีโอกาสรับตับจากผู้บริจาคมีชีวิตที่เข้ากันได้ดีกว่า

2) การติดเชื้อ จะส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตลดลง 

3) ความผิดปกติของหลอดเลือดดำของตับ หากมีภาวะอุดกั้นของเส้นเลือดดังกล่าวควรได้รับการรักษาก่อนการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ

4) การผ่าตัดช่องท้องมาก่อน อาจทำให้มีพังพืดในท้องซึ่งจะผ่าตัดยากขึ้นและอาจมีการเสียเลือดมากกว่า เช่น เด็กโรคท่อน้ำดีตีบตันที่เคยผ่าตัดระบายน้ำดี

5) โรคร่วมของอวัยวะระบบอื่น เช่น โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น 

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลานอนโรงพยาบาล

ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา เด็กอายุไม่เกิน 18ปีสามารถใช้สิทธิบัตรทองในการปลูกถ่ายตับได้ 

  • หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนประมาณ 500,000 - 1,000,000 บาท แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนจะมากขึ้น 
  • โดยปกติผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะอยู่ในหอผู้ป่วยหนักไอซียู 4-7 วันและอยู่ในหอผู้ป่วยปกติ 2-3 สัปดาห์ก็สามารถกลับบ้านได้
  • หลังจากทำการผ่าตัดแล้วคนไข้จะต้องทานยากดภูมิคุ้มกันต่อไปตลอดชีวิต ในปีแรกอาจใช้เงินประมาณเดือนละ 10,000 - 20,000 บาทและมีแนวโน้มที่จะใช้ยากดภูมิคุ้มกันลดลงตามลำดับ 

      ดูทั้งหมด